ณัฐวุฒิ  สะกิดใจ (พุ่มพวง)
  การแสดงของพี่ป๋อในครั้งนี้ อาจไม่หวือหวาเท่านักแสดงคนอื่น ด้วยการรับบทเป็น “มนุษย์” 
ธรรมดาคนหนึ่งที่มีมุมชั่วและดีเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป แต่นับว่าเป็นการแสดงที่ดูจับต้องได้และ
เกิดขึ้นจริงตามยุคสมัยมากที่สุด การแสดงทุกอิริยาบถมีความหมายเสมอ การสวมบทเป็น
มือแซ็กโซโฟนประจำวงได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่ส่วนที่ชอบที่สุดของการแสดงในครั้งนี้คือ 
”ความเป็นธรรมชาติ” ที่ทำให้คนดูเชื่อในตัวละครได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ



    นพชัย  ชัยนาม (ฝนตกขึ้นฟ้า)
    ส่วนตัวคิดว่านี่คือ “ตัวเก็ง” ประจำสาขานี้ การรับบทที่หนักหนาและซับซ้อนทั้งทางด้าน “จิตใจ” และ“กายภาพ (อาการมองทุกอย่างกลับหัว)” อีกทั้งยังท้าทายไปกับบท
เสียดสีการเมืองแรงๆ สู้รบตบมือกับความยุติธรรมที่หาไม่ได้อีกแล้วในสังคมไทย การรับบทที่ผ่าน
กระบวนการคิดจากผู้กำกับมาอย่างดี (คิดไม่ได้ – เริ่มคิดได้ – คิดได้ในที่สุด) ไม่ใช่เพียงแค่นั้น “สายตา” ของปีเตอร์เหมือนกำลังบอกอะไรบางอย่างกับคนดูอยู่เสมอ



  พชร  จิราธิวัฒน์ (วัยรุ่นพันล้าน)
  นักแสดงรุ่นใหม่ที่มาแรงมากในช่วงปีที่ผ่านมา จากผลงานเรื่องแรกอย่าง “ห่วยขั้นเทพ”
 ที่จดจำได้ดีกับคาแรคเตอร์ “คุ้ง-เค” มาคราวนี้กับการรับบท “นำ” อย่างแท้จริงซึ่งถือว่า
ท้าทายฝีมือการแสดงไม่ใช่น้อย แต่พีชก็พิสูจน์ให้คนดูได้เห็นกับการแบกหนังทั้งเรื่องไว้
อย่างสมบูรณ์แบบ การต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆที่น่าเอาใจช่วย ดราม่าก็ทำได้ดีอย่างเหลือเชื่อ
พร้อมกับพาคนดูไปสู่ตอนจบได้อย่างราบรื่นและน่าประทับใจ



    สหรัถ  สังคปรีชา (ลัดดาแลนด์)
    นักแสดงรุ่นเก่าที่โคตรเก๋า บทบาทในหนังดราม่าฉาบสยองขวัญเรื่องนี้ “ไม่ธรรมดา”
 การรับบทเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องทนพบเจอกับปัญหาต่างๆมากมาย (แม่ยายเกลียด –
ลูกคนโตเมิน – การงานล้มเหลว – บาดหมางเพื่อนบ้าน – ลูกชายซน – คิดว่าเมียมีชู้ –
ผีหลอกหลอน) ปัญหาเหล่านี้พี่ก้องต้องแบกรับไว้คนเดียว ซึ่งก็ทำให้คนดู “เชื่อ” และ
“โคตรเอาใจช่วย” ตั้งแต่เปิดเรื่อง (ซาบซึ้งและหดหู่) จนกระทั่งปิดเรื่อง (ลุ้นและโคตรเศร้า)
 สิ่งเหล่านี้พี่ก้องประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก



    สุเทพ  โพธิ์งาม (หมาแก่อันตราย)
    นักแสดงรุ่นเก่าที่โคตรเก่าแต่ก็ยังโคตรเก๋าไม่แพ้รุ่นใหม่ กับการรับบทเป็นมือปืนตกอับ
ที่สารพัดปัญหาพรั่งพรูโถมเข้าใส่ ทั้งสภาพร่างกายที่ย่อมเสื่อมไปตามวัย การเข้าใจผิดที่
นำพามาสู่จุดจบที่น่าเศร้า แม้ไม่มีบทให้โชว์พลังมาก (ทั้งดราม่า – แอ็คชั่น) แต่ก็เป็นอีก 1
การแสดงที่น่าจดจำ ด้วยความที่บทมีความเป็นตลกร้าย จิกกัดนักการเมืองเน่าหนอนจนต้อง
ร้อง “กรี๊ด” เพียงแค่นี้ก็เป็นที่น่าจดจำมากพอแล้วกับภาพยนตร์ไทยสมัยนี้ 

    ผ่านไปแล้วกับ “นักแสดงนำชาย” ทั้ง 5 คน จากที่พูดไป คนที่มาวินเลยก็คือ “ปีเตอร์ นพชัย”
 ส่วนคนอื่น(ป๋าเทพ) ก็น่าลุ้นไม่แพ้กัน อาจจะมีพลิกล็อคอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้ (สุพรรณหงส์ชอบ
เล่นตลกเสมอ) มาถึง“นักแสดงนำหญิง” กันบ้าง



    เฌอมาลย์  บุณยศักดิ์ (อุโมงค์ผาเมือง)
    หลังจากบทบาท “ยุพดี” อันเป็นที่เลื่องลือและทำให้นักแสดงคนนี้มีหน้ามีตาในวงการ
ภาพยนตร์อีกครั้ง มาคราวนี้กับบทบาทที่ยากและซับซ้อนมากกว่าเดิม โดยการต้องรับบท
เป็น “แม่หญิงคำแก้ว” เมียอันเป็นที่รักของ “ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า” การแสดงกึ่งละครเวที
ที่น่าทึ่ง สวมบทบาทออกมาถึง 4 รูปแบบ (ต่างคำให้การ) แต่ละบทบาทก็แตกต่างกันออกไป
ตั้งแต่ “แสนดี” จน “แสนร้าย” อาจจะมีการหลุดเป็นตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถือเป็นการแสดง
อีก 1 บทบาทที่ท้าทายไม่ใช่เล่น 



    ณัฐชา  นวลแจ่ม (ห่วยขั้นเทพ)
    นักแสดงหน้าใหม่เอี่ยมอ่องที่มีฝีมือกีตาร์ระดับเทพ แม้การแสดงจะไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก
แต่ก็ถือเป็นอีก 1 ตัวละครที่ “ขาดไม่ได้” เนื่องจากเป็นตัวละครที่คอยเติมเต็มความรู้สึกของ
ตัวละครหลักอย่าง “เป็ด” ส่วนใหญ่แล้วนักแสดงหน้าใหม่มักมีการแสดงที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งแนท
ก็ไม่ขาดตกบกพร่องในเรื่องนั้น กลับทำได้ดีไม่เลว ถึงแม้จะไม่ดีเลิศเท่า 4 นักแสดงนำที่นำมา
พูดถึงในครั้งนี้ก็ตาม 



    ปิยธิดา  วรมุกสิก (ลัดดาแลนด์)
  การสวมบทบาทเป็น “แม่” ในครั้งนี้ มีบทบาทที่หนักหนาเอาการ เพราะมีความดราม่าค่อนข้างสู
การสื่อถึงความเสียใจ หวาดระแวงก็ทำได้อย่างดี ฉากสำคัญๆหลายฉากก็เอาอยู่ อาทิ ฉากตีลูกชาย
ฉากเสียใจสุดขีดที่ลูกสาวต้องเข้าโรงพยาบาล (?) ฉากใกล้จบ (เศร้ามาก) และฉากเติมเต็มทุกสิ่ง
อย่างให้สมบูรณ์กับ “ฉากจบ”ของเรื่องที่ไม่ฟูมฟายแต่คมคายด้วยคำบางคำที่เล็กน้อยแต่แสนยิ่งใหญ่



    เปาวลี  พรพิมล (พุ่มพวง)
  นี่คือการแสดงที่ไร้ “การปรุงแต่ง” กับการสวมบทบาทเป็นราชินีลุกทุ่งที่เป็นที่รู้จักของใครหลายคนอย่าง“พุ่มพวง” การแสดงครั้งนี้งดงาม เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด ค่อนข้างเป็นที่แน่ใจว่ารางวัลนักแสดง
นำหญิงในครั้งนี้ต้องตกเป็นของผู้นี้อย่างแน่นอน (กลัวหน้าแตกจัง) ไม่ใช่เพียงการแสดงที่ทำให้คนดู “เชื่อ” เท่านั้น การขับร้องเพลงของแม่ผึ้งก็ทำได้น่าตรึงใจ การโลดแล่นบนเวทีช่างละม้ายคล้ายต้น
ฉบับ หากเป็นเพราะหน้าตาของนักแสดงที่คล้ายกันมากเหมือนดังชะตาลิขิตมาให้เล่นบทนี้ก็ไม่ปาน 



    พัชราภา  ไชยเชื้อ (30 กำลังแจ๋ว)
    เหตุผลที่ตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ “เนื้อหา” ที่เอาใจสาวแก่กินเด็กแต่อย่างใด กลับอยู่ที่
การแสดงของ “พี่อั้ม” ซุปตาร์เมืองไทยที่รับบทเป็น “จ๋า” ผู้หญิงในอุดมคติของใครหลายๆคน
เก่งทั้งงานบ้านงานเรือน ด้านการงานก็ทะมัดทะแมง รวมถึงหน้าตาอันสะสวยที่ใครเห็นเป็นต้อง
ตกหลุมรัก การแสดงครั้งนี้คล้ายกับครั้งที่แสดง“แจ๋วใจร้าย” คือมีความตลกโปกฮาบ้าบอตาม
ประสาดราม่าพอกรุบกริบที่ “เกือบ” เอาอยู่ นอกจากด้านการแสดงที่เป็นธรรมชาติแล้ว นี่คือ
ตัวละครในหนังรักเพ้อฝันที่ดูจริง (มากกว่า 30+) และไม่แฟนตาซีจ๋าเหมือนกับ“เหมยลี่”

    สำหรับ “นักแสดงนำหญิง” ที่ได้พูดถึง ค่อนข้างเป็นที่น่ามั่นใจว่า “เปาวลี” นำโด่งมาแต่ไกล