ณัฐวุฒิ  สะกิดใจ (พุ่มพวง)
  การแสดงของพี่ป๋อในครั้งนี้ อาจไม่หวือหวาเท่านักแสดงคนอื่น ด้วยการรับบทเป็น “มนุษย์” 
ธรรมดาคนหนึ่งที่มีมุมชั่วและดีเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป แต่นับว่าเป็นการแสดงที่ดูจับต้องได้และ
เกิดขึ้นจริงตามยุคสมัยมากที่สุด การแสดงทุกอิริยาบถมีความหมายเสมอ การสวมบทเป็น
มือแซ็กโซโฟนประจำวงได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่ส่วนที่ชอบที่สุดของการแสดงในครั้งนี้คือ 
”ความเป็นธรรมชาติ” ที่ทำให้คนดูเชื่อในตัวละครได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ



    นพชัย  ชัยนาม (ฝนตกขึ้นฟ้า)
    ส่วนตัวคิดว่านี่คือ “ตัวเก็ง” ประจำสาขานี้ การรับบทที่หนักหนาและซับซ้อนทั้งทางด้าน “จิตใจ” และ“กายภาพ (อาการมองทุกอย่างกลับหัว)” อีกทั้งยังท้าทายไปกับบท
เสียดสีการเมืองแรงๆ สู้รบตบมือกับความยุติธรรมที่หาไม่ได้อีกแล้วในสังคมไทย การรับบทที่ผ่าน
กระบวนการคิดจากผู้กำกับมาอย่างดี (คิดไม่ได้ – เริ่มคิดได้ – คิดได้ในที่สุด) ไม่ใช่เพียงแค่นั้น “สายตา” ของปีเตอร์เหมือนกำลังบอกอะไรบางอย่างกับคนดูอยู่เสมอ



  พชร  จิราธิวัฒน์ (วัยรุ่นพันล้าน)
  นักแสดงรุ่นใหม่ที่มาแรงมากในช่วงปีที่ผ่านมา จากผลงานเรื่องแรกอย่าง “ห่วยขั้นเทพ”
 ที่จดจำได้ดีกับคาแรคเตอร์ “คุ้ง-เค” มาคราวนี้กับการรับบท “นำ” อย่างแท้จริงซึ่งถือว่า
ท้าทายฝีมือการแสดงไม่ใช่น้อย แต่พีชก็พิสูจน์ให้คนดูได้เห็นกับการแบกหนังทั้งเรื่องไว้
อย่างสมบูรณ์แบบ การต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆที่น่าเอาใจช่วย ดราม่าก็ทำได้ดีอย่างเหลือเชื่อ
พร้อมกับพาคนดูไปสู่ตอนจบได้อย่างราบรื่นและน่าประทับใจ



    สหรัถ  สังคปรีชา (ลัดดาแลนด์)
    นักแสดงรุ่นเก่าที่โคตรเก๋า บทบาทในหนังดราม่าฉาบสยองขวัญเรื่องนี้ “ไม่ธรรมดา”
 การรับบทเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องทนพบเจอกับปัญหาต่างๆมากมาย (แม่ยายเกลียด –
ลูกคนโตเมิน – การงานล้มเหลว – บาดหมางเพื่อนบ้าน – ลูกชายซน – คิดว่าเมียมีชู้ –
ผีหลอกหลอน) ปัญหาเหล่านี้พี่ก้องต้องแบกรับไว้คนเดียว ซึ่งก็ทำให้คนดู “เชื่อ” และ
“โคตรเอาใจช่วย” ตั้งแต่เปิดเรื่อง (ซาบซึ้งและหดหู่) จนกระทั่งปิดเรื่อง (ลุ้นและโคตรเศร้า)
 สิ่งเหล่านี้พี่ก้องประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก



    สุเทพ  โพธิ์งาม (หมาแก่อันตราย)
    นักแสดงรุ่นเก่าที่โคตรเก่าแต่ก็ยังโคตรเก๋าไม่แพ้รุ่นใหม่ กับการรับบทเป็นมือปืนตกอับ
ที่สารพัดปัญหาพรั่งพรูโถมเข้าใส่ ทั้งสภาพร่างกายที่ย่อมเสื่อมไปตามวัย การเข้าใจผิดที่
นำพามาสู่จุดจบที่น่าเศร้า แม้ไม่มีบทให้โชว์พลังมาก (ทั้งดราม่า – แอ็คชั่น) แต่ก็เป็นอีก 1
การแสดงที่น่าจดจำ ด้วยความที่บทมีความเป็นตลกร้าย จิกกัดนักการเมืองเน่าหนอนจนต้อง
ร้อง “กรี๊ด” เพียงแค่นี้ก็เป็นที่น่าจดจำมากพอแล้วกับภาพยนตร์ไทยสมัยนี้ 

    ผ่านไปแล้วกับ “นักแสดงนำชาย” ทั้ง 5 คน จากที่พูดไป คนที่มาวินเลยก็คือ “ปีเตอร์ นพชัย”
 ส่วนคนอื่น(ป๋าเทพ) ก็น่าลุ้นไม่แพ้กัน อาจจะมีพลิกล็อคอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้ (สุพรรณหงส์ชอบ
เล่นตลกเสมอ) มาถึง“นักแสดงนำหญิง” กันบ้าง



    เฌอมาลย์  บุณยศักดิ์ (อุโมงค์ผาเมือง)
    หลังจากบทบาท “ยุพดี” อันเป็นที่เลื่องลือและทำให้นักแสดงคนนี้มีหน้ามีตาในวงการ
ภาพยนตร์อีกครั้ง มาคราวนี้กับบทบาทที่ยากและซับซ้อนมากกว่าเดิม โดยการต้องรับบท
เป็น “แม่หญิงคำแก้ว” เมียอันเป็นที่รักของ “ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า” การแสดงกึ่งละครเวที
ที่น่าทึ่ง สวมบทบาทออกมาถึง 4 รูปแบบ (ต่างคำให้การ) แต่ละบทบาทก็แตกต่างกันออกไป
ตั้งแต่ “แสนดี” จน “แสนร้าย” อาจจะมีการหลุดเป็นตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถือเป็นการแสดง
อีก 1 บทบาทที่ท้าทายไม่ใช่เล่น 



    ณัฐชา  นวลแจ่ม (ห่วยขั้นเทพ)
    นักแสดงหน้าใหม่เอี่ยมอ่องที่มีฝีมือกีตาร์ระดับเทพ แม้การแสดงจะไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก
แต่ก็ถือเป็นอีก 1 ตัวละครที่ “ขาดไม่ได้” เนื่องจากเป็นตัวละครที่คอยเติมเต็มความรู้สึกของ
ตัวละครหลักอย่าง “เป็ด” ส่วนใหญ่แล้วนักแสดงหน้าใหม่มักมีการแสดงที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งแนท
ก็ไม่ขาดตกบกพร่องในเรื่องนั้น กลับทำได้ดีไม่เลว ถึงแม้จะไม่ดีเลิศเท่า 4 นักแสดงนำที่นำมา
พูดถึงในครั้งนี้ก็ตาม 



    ปิยธิดา  วรมุกสิก (ลัดดาแลนด์)
  การสวมบทบาทเป็น “แม่” ในครั้งนี้ มีบทบาทที่หนักหนาเอาการ เพราะมีความดราม่าค่อนข้างสู
การสื่อถึงความเสียใจ หวาดระแวงก็ทำได้อย่างดี ฉากสำคัญๆหลายฉากก็เอาอยู่ อาทิ ฉากตีลูกชาย
ฉากเสียใจสุดขีดที่ลูกสาวต้องเข้าโรงพยาบาล (?) ฉากใกล้จบ (เศร้ามาก) และฉากเติมเต็มทุกสิ่ง
อย่างให้สมบูรณ์กับ “ฉากจบ”ของเรื่องที่ไม่ฟูมฟายแต่คมคายด้วยคำบางคำที่เล็กน้อยแต่แสนยิ่งใหญ่



    เปาวลี  พรพิมล (พุ่มพวง)
  นี่คือการแสดงที่ไร้ “การปรุงแต่ง” กับการสวมบทบาทเป็นราชินีลุกทุ่งที่เป็นที่รู้จักของใครหลายคนอย่าง“พุ่มพวง” การแสดงครั้งนี้งดงาม เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด ค่อนข้างเป็นที่แน่ใจว่ารางวัลนักแสดง
นำหญิงในครั้งนี้ต้องตกเป็นของผู้นี้อย่างแน่นอน (กลัวหน้าแตกจัง) ไม่ใช่เพียงการแสดงที่ทำให้คนดู “เชื่อ” เท่านั้น การขับร้องเพลงของแม่ผึ้งก็ทำได้น่าตรึงใจ การโลดแล่นบนเวทีช่างละม้ายคล้ายต้น
ฉบับ หากเป็นเพราะหน้าตาของนักแสดงที่คล้ายกันมากเหมือนดังชะตาลิขิตมาให้เล่นบทนี้ก็ไม่ปาน 



    พัชราภา  ไชยเชื้อ (30 กำลังแจ๋ว)
    เหตุผลที่ตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ “เนื้อหา” ที่เอาใจสาวแก่กินเด็กแต่อย่างใด กลับอยู่ที่
การแสดงของ “พี่อั้ม” ซุปตาร์เมืองไทยที่รับบทเป็น “จ๋า” ผู้หญิงในอุดมคติของใครหลายๆคน
เก่งทั้งงานบ้านงานเรือน ด้านการงานก็ทะมัดทะแมง รวมถึงหน้าตาอันสะสวยที่ใครเห็นเป็นต้อง
ตกหลุมรัก การแสดงครั้งนี้คล้ายกับครั้งที่แสดง“แจ๋วใจร้าย” คือมีความตลกโปกฮาบ้าบอตาม
ประสาดราม่าพอกรุบกริบที่ “เกือบ” เอาอยู่ นอกจากด้านการแสดงที่เป็นธรรมชาติแล้ว นี่คือ
ตัวละครในหนังรักเพ้อฝันที่ดูจริง (มากกว่า 30+) และไม่แฟนตาซีจ๋าเหมือนกับ“เหมยลี่”

    สำหรับ “นักแสดงนำหญิง” ที่ได้พูดถึง ค่อนข้างเป็นที่น่ามั่นใจว่า “เปาวลี” นำโด่งมาแต่ไกล
ในความจริงผู้ที่เหมาะสมจริงๆกับสาขานี้มีเพียงแค่ 4 คน ส่วนอีกคนที่เพิ่มมาคือ “แนท ณัฐชา” 
เพราะไม่อยากให้มี “ช่องว่าง” ของรางวัลก็แค่นั้น
   จากที่รู้กันว่า “ส.ค.ส สวีทตี้” เป็นหนังที่รวมพลและผนึกพลังดารามาอย่างเต็มที่นับ 10 ชีวิต
หนังจึงต้องซอยเรื่องราวออกมาอย่างถี่ยิบถึง 5 คู่ โดยการดำเนินเรื่องไปพร้อมๆกันและแต่ละคนก็
มีส่วนเกี่ยวข้องกันพอหอมปากหอมคอ จะขอพูดออกเป็นคู่ๆเพื่อไม่ให้เกิดความรกตาแก่ผู้อ่าน เริ่มจาก … 



1) ยิปซี – แดน  (ง้อ – ตั๊ด) นับว่าเป็นคู่ที่โดดเด่นที่สุดของเรื่องนี้ จัดว่าเป็นคู่ที่ดูสนุกและยังเพลิน
ไปกับการแสดงของนักแสดงสาวอย่าง “ยิปซี” อีก (นางน่ารักจริงจัง) แม้ว่าช่วงหลังๆจะเป็นการยัดเยีย
คนดูอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ถือว่าคู่นี้เป็นคู่ที่สอนอะไรได้ค่อนข้างเยอะ ประเด็นหลักๆของคู่นี้คือ การที่เรา
เป็นแฟนกับแฟนเก่าเพื่อน ซึ่งคงเป็นปัญหาใหญ่ของสาวๆ พร้อมกับบทสรุปที่ยังคงต้องติดตามกันต่อไปใน “วาเลนไทน์ สวีทตี้”



2) แพตตี้ – เป้ (มาแต – แทน) “รักไม่ต้องการเวลา” คงจะใช้ได้กับคู่นี้ มาพร้อมกับการแสดง
แสนเซี้ยวของแพตตี้ และบทเดิมๆของเป้ที่ซ้ำซาก สำหรับคู่นี้ก็มาพร้อมบทสรุปเดิมๆ แต่จุดเด่น
อยู่ที่น้องสาวของเป้อย่าง“น้ำผึ่ง” ที่แย่งซีนไปได้เต็มๆ



3) สายป่าน – โก๊ะตี๋ (ฟ้า – หลังอาน) แอบมีประเด็นเรื่อง “แม่” เข้ามาเกี่ยวข้องเล็กน้อย
สอดแทรกอารมณ์ขันได้อย่างกรุบกริบ แม้ว่าคำพูดของตัวละครจะดู “ประดิษฐ์” ไปหน่อย
แต่มันก็คอยเตือนสติคู่รักบางคู่ได้อย่างดี 



4) ยิปโซ – ว่าน – โทนี่ (เง็ก – เจ็ท – อุ่น) จะเรียกว่า “คู่” ก็ไม่ได้ คงต้องเรียกว่า “คี่” 
ที่พกพาสีสันมาอย่างเต็มเปี่ยม การแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของ “ยิปโซ” การรับส่งที่เป็นธรรมชาติ
ของ “ว่านและโทนี่” รวมถึงการปรากฏตัวที่ขโมยซีนได้ตลอดของ “พี่หมี” สำหรับ “คี่” นี้
อาจไม่ใส่รายละเอียดเรื่องความรักเข้าไปมาก แต่เชื่อว่าหนังคงกั๊กไว้เพื่อให้ไปสนุกกันต่อใน
 “วาเลนไทน์ สวีทตี้” อย่างแน่นอน

5) จ๋า – บีม (ดี้ – ฟิน) คู่ที่ถูก “ลืม” และมีบทบาทน้อยที่สุดของเรื่องนี้ ออกมาโลดแล่นบน
หน้าจออันแสนน้อยนิด หากตัดคู่นี้ออกไปเพื่อเป็น “พื้นที่” ให้กับคู่อื่นก็คงจะดี นับว่าคู่นี้คือ 
“ส่วนเกิน” ที่ไม่ควรมีบนเรื่องนี้(Oops!)



  โดยรวมแล้ว “ส.ค.ส สวีทตี้” คงเป็นหนังที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มข้ามปีที่
ประสบความสำเร็จทั้งทางรายได้และความอิ่มเอิบใจของผู้ชมส่วนใหญ่อย่างแน่นอน แต่หาก
มองให้ลึกไปในรายละเอียดต่างๆ นับว่านี่เป็นหนังของพี่ยอร์ชที่ดูไม่ “สมบูรณ์” เท่า “สุดเขต”
 แต่ดูสนุกกว่า “32” นับว่าเป็นหนังที่อยู่ในหมวด “เกือบ”ไปซะทุกด้าน ยังคงคุมนักแสดงนับ
10 ชีวิตได้ไม่ดีพอ – หลงประเด็นไปค่อนข้างมาก – รสชาติยังคงจืดชืดหากเทียบกับคำโปรย
หวานๆ แต่ “ส.ค.ส สวีทตี้” ก็ไม่ใช่หนังที่อยากจะเบือนหน้าหนีเสมอไป เพราะว่านี่คือหนังที่เหมาะ
แก่การ “ผ่อนคลาย” มากถึงมากที่สุด  สุดท้ายจะขอฝากเป็นคำพูดของพี่ยอร์ชที่ได้พูดไว้ใน
นิตยสารStarpics ฉบับที่ 812 ที่ว่า “.. ความรักจะจบลงเมื่อไหร่ก็ได้ และความรักจะเริ่มต้นขึ้น
เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน คนรักเราอาจจะเป็นคนนี้ก็ได้ เป็นคนใหม่ก็ได้ หรืออาจจะเป็นคนเก่าก็ได้
ความรักเป็นเรื่องที่ไม่ได้สวยงามอย่างเดียว มันมีเรื่องเลวร้ายรวมอยู่ด้วย แต่เมื่อเราเลือกที่จะมีคนรัก
แล้วล่ะก็ เราควรจะยอมรับทั้งส่วนที่สวยงามและส่วนที่เลวร้ายของคนรักเราด้วย ..” ซึ่งนี่คือความหมาย
โดยรวมของการได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ 



I Give “B-”


  ฝนตกขึ้นฟ้า (Headshot)
  ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของผู้กำกับฝีมือโคตรติสต์อย่าง เป็นเอก รัตนเรือง ที่คราวนี้
หันมากำกับแนวทริลเลอร์เคลือบโรแมนติคและฉาบด้วยคอมเมดี้ตามสไตล์ การกลับมาในครั้งนี้
ไม่ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด แต่กลับมาพร้อมความแปลกใหม่และฉีกกรอบหนังไทยพื้นๆให้เป็น
หนังไทยเพียงไม่กี่เรื่องที่โดดเด่นในหลายๆด้านทั้ง บทที่ค่อนข้างเฉียบคมและรุนแรง
นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความยุติธรรม ศาสนา การเมืองที่เจ็บแสบและน่าสนใจ เชื่อว่านักการเมือง
ที่ได้ชมเรื่องนี้คงต้องสะดุดและอึ้งกับหลายๆคำพูดที่ตัวละครหลายๆคนได้พรั่งพรูออกมาไม่ขาดปาก
ที่สำคัญนี่คือหนังที่เข้าใจง่ายที่สุดตั้งแต่เคยดูหนังของผู้กำกับคนนี้มา และยังเป็นหนังที่เปิดโอกาส
ให้คนดูได้คิดและทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นไปในสังคมอีกด้วย นับว่านี่คือหนังไทย
อีกหนึ่งเรื่องที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่นมากที่สุดของปีเลยก็ว่าได้ 



    วัยรุ่นพันล้าน (The Billionaire)
    นี่คือหนังที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเข้าอย่างจัง ส่งผลให้รายได้นั้นน้อยเกินความคาดหมา
ของทางค่ายอย่างGTH แต่ด้านเนื้อหา สาระและข้อคิดที่ได้นั้นเอ่อล้นซะยิ่งกว่าน้ำที่ไหล
ทะลักเข้ากรุงเทพเสียด้วยซ้ำ หนังเรื่องนี้อ้างอิงจากชีวิตจริงของเศรษฐีอายุน้อย นั่นก็คือ
 “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” นั่นเอง นับว่านี่คือหนังอัตถชีวประวัติเพียงไม่กี่เรื่องของประเทศไทย
ที่ทำได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ โดดเด่นด้วยการเล่าเรื่องที่ไม่เร้าอารมณ์มากนักแต่คอยเติมเต็ม
รายละเอียดให้คนดูคอยเอาใจช่วยให้ตัวละครหลักอย่าง ต๊อบ ผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้ 
(แม้ว่าคนดูจะรู้ตอนจบของเรื่องตั้งแต่หนังยังไม่เริ่มฉายแล้วก็ตาม) อีกอย่างที่หนังเรื่องนี้
โดดเด่นไม่แพ้หนังเรื่องอื่นก็คือ ความสดใหม่ ที่ทางค่ายไม่เคยทำให้ผิดหวังแต่อย่างใดเลย



    หมาแก่อันตราย (Friday Killer) 
    หลังจากที่ผลงานเรื่องหลังๆของพี่ต้อมนั้นขาดเสน่ห์และคุณภาพไปค่อนข้างมาก
จนทำให้ไม่อยากติดตามผลงานพี่แกอีกต่อไป จนกระทั่งผลงานล่าสุดที่ไปคว้ารางวัล
ด้านภาพจากประเทศอื่นมา แต่รางวัลที่ได้มาครองนั้น ไม่ได้ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่นิยม
ของคนไทยเลย ด้วยความที่เนื้อหาของหนังนั้นไม่ตลาด รวมทั้งนักแสดงที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบ
ของคนส่วนใหญ่สักเท่าไหร่นัก แต่หากคนไทยเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆก็คงจะได้รู้จักกับเสน่ห์ที่
กลับมาอีกครั้งของพี่ต้อม บทของหนังที่แข็งแรงยิ่งขึ้น การสอดแทรกมุขตลกและตัวละคร
ตามสไตล์ มุขตลกร้ายต่างๆที่สาดใส่กันอย่างไม่เกรงใจ ประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรง
และจัดจ้าน ส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆของหนังไทยปีนี้เลยก็ว่าได้



    ห่วยขั้นเทพ (SuckSeed)
    หนังที่สร้างปรากฏการณ์ “ทุ้มอยู่ในใจ” ไปทั่วบ้านทั่วเมืองเรื่องนี้ ไม่ได้มีเพียงความตลก
ประสาคนห่วยแตกหรือลูกเล่นอันแพรวพราวในการสร้างจังหวะได้อย่างแม่นยำ แต่หนังเรื่องนี้
เปรียบเสมือน “ไทม์แมชชีน”สำหรับผู้ใหญ่ที่โหยหาอดีต ตลอดเวลาที่หนังฉายนั้นเต็มไปด้วย
ความประทับใจทั้งเรื่องมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ ความรักที่มั่นคง ครอบครัวที่อบอุ่น หรือแม้แต่อดีตที่
เคย “ห่วย” ถึงแม้จะ “ห่วย” ยังไง เพียงแค่เราใช้ความไม่ได้เรื่องตรงนั้นให้เทพอย่างชื่อเรื่อง
ก็คงไม่ยากที่จะเป็นที่จดจำของคนส่วนใหญ่เลยแม้แต่น้อย หนังเรื่องนี้มีความ“ตลาด” 
ค่อนข้างสูงส่งผลให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งทางรายได้และความประทับใจไปอย่างสวยงาม
ซึ่งไม่ได้ห่วยเหมือนชื่อเรื่องเลยสักนิดเดียว นับว่านี่คือหนังที่ประทับใจที่สุดของปีนี้เลยก็ว่าได้



    อุโมงค์ผาเมือง (The Outrage)
    หนังไทยทีรีเมคจากต้นฉบับสุดคลาสสิคอย่าง “ราโชมอน” ที่นำเสนอเกี่ยวกับ 
ความจริงกับความปด ได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการเล่าเรื่องกึ่งละครเวที รวมทั้งการประชัน
ฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยมของนักแสดงทุกคนซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยสักนิด หนังเรื่องนี้
เต็มไปด้วยคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เฉียบคม สอดแทรกข้อคิดเตือนใจที่ชาญฉลาด
การกำกับศิลป์ที่ยังคงละเอียดและสวยงามไม่แพ้ “ชั่วฟ้าดินสลาย” รวมทั้งบทสรุป
ที่เป็นปลายเปิดและเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ตีความอย่างอิสระ นับว่านี่เป็นอีกหนึ่งหนังไทย
ที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ไทยได้พบเจอกับหนังไทยที่ดูเป็นไทยจริงๆ
และแฝงไปด้วยคติมากมายที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน



    ผ่านไปแล้วสำหรับหนังไทย 5 เรื่องที่ดีที่สุดของปีนี้ (ในความคิดของผมเอง) ซึ่งเชื่อเหลือ
เกินว่าหนังที่ได้กล่าวมาต้องวนเวียนอยู่ตามเวทีการประกาศรางวัลต่างๆอย่างแน่นอน
 (ถ้าคาดการณ์ผิดหน้าคงแตกยับเยิน ><)นอกจากหนังทั้ง 5 เรื่องที่ได้กล่าวไป หนังไทยที่โดดเด่
ไม่แพ้ 5 เรื่องนั้นก็มีอยู่หลายเรื่อง (บางเรื่องอาจจะมีสิทธิ์เข้าชิงรางวัลด้วยซ้ำ) เช่น พุ่มพวง 
หนังถ่ายทอดชีวิตนักร้องลูกทุ่งขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ ลัดดาแลนด์หนังยืนพื้นด้วยเรื่องของ
ครอบครัวและฉาบด้วยความสยองขวัญที่สุดแสนจะลงตัว ปัญญา เรณู แฟนฉันฉบับอีสานที่จริงใจ
ถ่ายทอดมุมมองคนชนบทได้ดี และยังแสดงให้เห็นความเชื่อมากกว่าวิทยาศาสตร์ หลุดสี่หลุด 
หนังจิตหลุดที่หลุดสมชื่อ เต็มเหนี่ยวและอัดแน่นไปความกล้าที่จะฉีกกรอบหนังสยองขวัญธรรมดา
ให้แปลกใหม่ทางแยกวัดใจ หนังเฉลิมพระเกียรติที่แฝงไปด้วยข้อคิดชั้นเลิศ และกล้าที่จะ
ทำความดี (เรื่องนี้น่าจะไม่เข้าชิงในสาขาใดเลย) รักจัดหนัก หนังรักวัยรุ่นที่จัดหนักเกี่ยวกับ
เรื่องเพศและการตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ